เพราะอะไรคุณพ่อ คุณแม่ถึงให้น้องเรียนดนตรีคะ?
– คุณแม่: เพราะว่าตอนท้องคุณแม่ก็อ่านหนังสือ เค้าก็ให้เด็กฟังดนตรี เราก็ฟังตั้งแต่เราท้องแล้ว ไปโบสถ์เราก็ฟังเพลงนมัสการพระเจ้า พอเค้าเกิดมาเราก็จะเปิดเทปให้เค้าฟังตั้งแต่เล็ก เหมือนกับพี่สาวเค้าคือเราจะเปิดให้เค้าฟังตั้งแต่เล็กจนโต ทีนี้พอเค้าโตขึ้นมาในระดับหนึ่ง เราก็เห็นว่าสแต๊กนี่เป็นเด็กที่สมาธิสั้นอย่างเห็นได้ชัด จริงๆตั้งแต่เล็กก่อนไปโรงเรียนอนุบาล เค้าก็ออกอาการซนมาก คิดว่าสมาธิเค้าสั้น เราก็คิดอยู่ว่า จะต้องมีอะไรที่ช่วยเค้าได้ ทีนี้เนื่องจากมีเพื่อนที่โบสถ์ที่เป็นครูสอนเด็ก เค้าก็แนะนำ และให้หนังสือมาอ่านด้วย ว่าเด็กที่เป็นแบบนี้ น่าจะให้เรียนดนตรีน่าจะช่วยได้ ก็เลยให้เค้าเรียนเปียโน เพื่อที่จะช่วยเรื่องสมาธิของเค้าค่ะ
แล้วพอได้เรียนเปียโน คุณพ่อคุณแม่ว่าช่วยเรื่องสมาธิได้ไหมคะ?
– คุณพ่อ : หลังจากเรียนดนตรี เค้าก็สมาธิดีขึ้น การควบคุมตัวเองมีมากขี้น ดีขึ้น ไม่วอกแวก ไปนู่นไปนี่ คือทำให้เค้านิ่งขึ้น ทำให้การฟังเค้าดีขึ้น ไม่งั้นสมัยก่อน จะทำนู่นทำนี่ แล้วเวลาใครจะพูดอะไรเค้าก็จะไม่สนใจอะไรซักเท่าไหร่ แต่พอหลังจากเรียนดนตรีแล้ว จะเห็นว่าพัฒนาการทางการฟังเค้าดีขึ้น
ใช้เวลานานไหมคะ ที่รู้สึกว่าน้องเค้าดีขึ้น?
– คุณแม่ : ไม่นานนะคะ จริงๆ ปีแรกจะเห็นผลร็วมาก คือพอเริ่มปุ๊บเนี่ยจะเห็นผลเร็ว เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อย่างการสื่อสารเค้าจะดีขึ้น คือการฟังเนี่ยะสำคัญ ทำให้เค้าฟังคนรอบข้างมากขึ้น อยู่ร่วมกับสังคมได้มากขึ้น เพราะเมื่อก่อนตอนสแต๊กเล็กๆ นี่จะซนมาก ทุกวันนี้ตั้ง 10 กว่าปีแล้วนะที่เรียนมา เพื่อนๆก็จะพูดถึงสแต๊กเสมอ 😛 แล้วในโบสถ์ก็มีเด็กที่เป็นสมาธิสั้น หรือเป็นเด็กพิเศษเหมือนกัน ส่วนมากคุณพ่อคุณแม่ที่เค้ารู้จักเราเค้าก็จะเข้ามาถาม เพราะว่าเค้าเห็นการเปลี่ยนแปลงของสแต๊ก เราก็จะแนะนำให้เค้าไปเรียนเปียโน ในโบสถ์ก็จะมีเด็กๆ เรียนเปียโน เรียนแซกโซโฟน กันหลายคน
จริงๆแล้วน้องเรียนดนตรีที่อื่นมาก่อน แล้วสาเหตุที่คุณแม่ตัดสินใจมาเรียนที่ Aime’ เพราะอะไรคะ?
– เพราะว่าแต่แรกความพร้อมเราไม่ค่อยมี ความพร้อมหมายถึงว่า ด้านค่าใช้จ่าย เพราะเรียนเปียโนค่าใช้จ่ายมันสูง เราก็เลือกเรียนโรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก ซึ่งโรงเรียนมันก็ไปตามคุณภาพ ก็ไปตามราคาของค่าเรียน แล้วพอเค้าเรียนไปซักพักนึงเราเริ่มเห็นว่าเค้าเอาจริงเอาจังมากขึ้น แต่พอเราคุยกับทางโรงเรียนเดิม ก็เหมือนกับผู้ที่สอนเค้าขาดความเชื่อมั่นในตัวเด็ก เพราะเค้าไม่คิดว่าสแต๊กจะพัฒนาไปได้ซักแค่ไหน พอดีตอนนั้น AIme’ เปิดใหม่ๆ เราก็ได้มาคุยกับคุณครู พร้อมเอาลูกมาให้ครูเห็นด้วย แล้วเวลาครูคุยกับเค้า เราก็รู้สึกว่า อืม..มันคนละแบบกับทางนั้น ค่อนข้างมีความมั่นใจ ในวิชาการที่นี่ ในตัวครูที่นี่ ก็เลยให้สแต๊กมาสมัครดู แล้วพอเรียนไปซักพักเราจะเห็นเลยนะคะว่า มันเปลี่ยนไป มันแตกต่างจริงๆ มันดีขึ้น ทีนี้เราก็ประหยัดซิคะ ประหยัดค่าน้ำมันรถ ที่ต้องไปส่งเค้าเอา มาเป็นค่าเรียน ก็เลยทำให้เราได้เรียนแบบที่ดีขึ้น คุณภาพมันดีกว่ากันเยอะเลยค่ะ
คุณแม่เห็นความแตกต่างอย่างไรคะ?
– คุณแม่: ครูที่นี่สามารถจะรู้จักเด็ก ว่าข้างในเค้ามีอะไรบ้าง ในขณะที่โรงเรียนเดิมเค้าไม่เห็นอะไรในตัวสแต๊กเลย เค้าเห็นความซนของสแต๊ก เป็นอุปสรรค แต่ว่าที่นี่กลับมองเห็น มองอีกอย่างหนึ่งเลย มองไม่เหมือนกัน ทำให้เรามีความหวังว่า เออ..ลูกเราน่าจะไปได้ดีกว่านี้ แล้วพอมาเรียนที่นี่เค้าก็เปลี่ยนไปจริงๆ แล้วพอเค้ามาเรียนที่นี่ เค้าก็รักการเล่นมากขึ้น เอาใจใส่มากขึ้น เหมือนกับว่าพอมันโดนแล้ว ใช่เลย เค้าก็ไปได้เลย แบบนี้ค่ะ
– คุณพ่อ: คือการเรียนที่นี่ดูเป็นระบบ พอมาเรียนแล้วครูสามารถอธิบาย ทำให้เราเห็นเป็นระบบ ว่าเด็กสามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ทำให้เราเห็นว่า ในเมื่อ โรงเรียนเป็นระบบ ถ้าเรียนไปเรื่อยๆ เด็กก็จะพัฒนาขึ้น แล้วก็จากได้คุยกับครู ทำให้เห็นว่าครูมองเห็นเด็กชัดเจนคือ เข้าใจเด็ก และก็เอาใจใส่เด็ก จากการที่สามารถพูดในส่วนของเด็ก ที่จะพัฒนา ในด้านที่ควรจะพัฒนา และแนวทางในการที่จะดำเนินต่อไป คือครูได้พูดทำให้เราได้เห็นภาพ ทำให้เราเข้าใจ แล้วจากการที่ครูพูด แล้วเราทำตาม เราก็จะเห็น การพัฒนาการของเด็กไปเรื่อยๆ จนเป็นรูปธรรม แล้วมันก็ยังไปต่อ ไปได้เรื่อยๆ ก็ทำให้ยิ่งมั่นใจในตัวโรงเรียน และมั่นใจในตัวคุณครูมากขึ้นไปอีก
Aime’ ได้ตอบโจทย์ที่คุณพ่อคุณแม่ คาดหวังอย่างไรบ้าง
– ตอนแรกที่ เราให้เรียนเพราะเราเป็นคริสเตียน เราคิดว่าน่าจะมีกิจกรรมให้ลูกเราทำในโบสถ์ เช่นช่วยเล่นเปียโน ให้แก่คริสจักร แต่พอเค้าเรียนแล้ว เค้ามีความสุขกับการเรียนดนตรี และดนตรีทำให้เค้าเรียนหนังสือรู้เรื่อง คือปกตินี่เค้าเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่ดีเลย แต่พอได้มาเรียนดนตรี การเรียนเค้าก็ดีขึ้นด้วย เพราะการฟังดีไงคะ ก็เลยทำให้เค้าเข้าใจ ทำให้เรียนหนังสือดีขึ้นด้วย จากเป้าหมายแรกที่จะให้ ลูกเล่นเปียโนเพื่อรับใช้ในโบสถ์ ก็กลายเป็นว่ามีผลตามมาว่าเรียนหนังสือดีขึ้นด้วย แล้วการที่เค้าได้เล่นเปียโนที่บ้าน มันเป็นการ relax ของเค้า มันเป็นการพักผ่อนของเค้า ทุกครั้งที่เค้าได้เล่นเปียโนเค้าจะไม่เครียด เค้าจะมีความสุขกับมัน ทำให้เป้าหมายมันเปลี่ยนไป พอมาถึงระดับโต สแต๊กเค้าเริ่มคิดเกี่ยวกับดนตรี แตกออกไปอีก นอกเหนือจากที่เรียน ไปถึงเรื่องการแต่งทำนอง เนื้อร้อง มีเพลงของตัวเอง พอตอนนี้เค้าก็กล้าที่จะตัดสินใจเรียนทางด้านดนตรี ทั้งที่เราไม่เคยคิด คือที่เราให้เรียน Aime’ เราคิดว่าให้เรียนไปพร้อมๆกับวิชาการ แต่ลูกคนนี้ คือเค้ารักที่จะเล่น ตอนนี้ก็สอบติดแล้วด้านดนตรี ก็ขอขอบคุณทางโรงเรียนที่สนับสนุนด้วยค่ะ
คุณแม่ได้จัดเวลาซ้อมอย่างไรบ้างคะ?
– เล็กๆสแต๊กนี่เริ่มซ้อมตั้งแต่ 15 นาที พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเป็น ครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยมาเป็น 1 ชั่วโมง ทุกวันนี้เค้าซ้อมวันละ 2-3 ชั่วโมง พอเค้าได้จับเปียโนแล้ว เค้าจะอยู่กับมันตลอดเลย ค่ะ
คือตอนแรกคุณแม่เป็นคนจัดตาราง?
– คุณแม่: ใช่ค่ะ คุณแม่เป็นคนจัด แล้วก็ให้เค้าซ้อมทุกวันด้วย แล้วเราก็นั่งฟังเค้า เหมือนกับให้กำลังใจเค้า เค้าก็จะรู้สึกว่าเล่นให้พ่อ ให้แม่ฟัง เหมือนมีคนอยากฟังเค้า พอตอนโต ก็จะซ้อมเอง คืออยากจะเล่นเอง เวลาเค้าเจอเปียโนที่ไหน หรือไปสถานที่ที่มีเปียโน เค้าก็จะวิ่งเข้าไปเล่นเองเลย
แล้วช่วงสอบดนตรี มีการแบ่งเวลาในการซ้อมอย่างไรคะ?
– จริงๆแล้วสแต๊กเค้าเป็นเด็กที่ไม่ชอบการแข่งขัน เราก็บอกเค้าว่าการไปสอบนี่เป็นการแข่งกับตัวเอง ถึงจะสอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร จะได้รู้จักตัวเอง ว่าเราแค่ไหน แล้วมันก็เป็นการเปิดโลกด้วย ไม่เป็นกบในกะลา แบบนี้ค่ะ
ช่วงเตรียมสอบนี่เค้าก็จะซ้อมวันละ 6 ชั่วโมง ต่อวัน โดยเราจะแบ่งเวลาเป็น 3 เวลา คือทานอาหารเสร็จแล้วก็ ซ้อมครั้งละ 2 ชั่วโมง คุณแม่ก็นั่งฟังไป 55555 ซึ่งการไปสอบนี่ เราคิดว่าคุ้มมาก เพราะจะเห็นเลยว่าเค้าไปได้แบบปรื๊ด..เลย มันเป็นการฉีกตัวเองไปเลย บางทีการไปสอบก็ส่งผลเหมือนกันนะคะ ^____^

